การผ่านเปลี่ยนของเทคโนโลยีปัจจุบัน เพื่อก้าวเข้าสู่อนาคตนั้น ถือเป็นเรื่องที่หลายต่อหลายคน ต่างกล่าวกันต่างๆ นาๆ กันว่า “อะไรจะเปลี่ยนไป แล้วอะไรจะเข้ามาแทน” หรือถึงคราวที่การปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยหลักการ Search Engine Optimization (SEO) จะตกยุคล้าหลังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเสียแล้วกันละ สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่ความรู้สึก ที่ทุกๆ คนอาจรู้สึกหรือเข้าใจกันไป แต่ในหลักการของความเป็นจริงแล้ว การปรับแต่งเว็บไซต์ (SEO) ก็ยังคงต้องอยู่กันต่อไป นั่นก็เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ เว็บหรือบล็อกของเรานั้นได้รับการ Index เข้าสู่ฐานข้อมูลใหญ่อย่าง Search Engine นั่นเอง
กลไกพื้นฐานของการทำ SEO (Search Engine Optimization) นั้นจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนด้วยกันนั่นก็คือ On Page Optimization และ Off Page Optimization ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะต้องประกอบรวมกันจึงจะกลายเป็น SEO อย่างที่เราๆ ท่านได้ทราบกัน ผมจะขอยกตัวอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับ On Page Optimization ให้พอเห็นภาพกันดังนี้ครับ
การทำ On Page Optimization นั้นถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการสร้างความปฏิสัมพันธ์ ให้กับตัวเว็บและเนื้อหาเพื่อให้สามารถเป็นมิตรที่ดีกับ Search Engine หรือที่เราเรียกกันว่า Search Engine Friendly นั่นเอง (ทนๆ อ่านเอาหน่อยนะครับถ้าภาษาอังกฤษอาจผิดๆ ถูกๆ ไปบ้าง ขอคำแนะนำด้วยนะครับ) โดยหลักการพื้นฐานนั้นจะมีองค์ประกอบดังนี้คือ
- Title Optimization
คือการปรับแต่ง Title หรือหัวข้อเรื่องให้มีความสามารถในการทำอันดับ หรือให้ได้รับความสนใจจาก Search Engine อย่าง Google, Yahoo!, Bing จริงๆ แล้วโดยหลักการนั้นเราเพียงแค่ต้องการให้ได้รับการ Index หน้านั้นๆ ในเบื้องต้น ซึ่งวิธีการในการปรับแต่งนั้นจะมีด้วยกันหลายหลายวิธีครับ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้นๆ ว่าต้องการปรับแต่งเพื่ออะไร บางคนอาจใช้หลักการปรับแต่งตามคำค้นหา (Keyword) ที่ตนเองต้องการ บางคนอาจปรับแต่งเพื่อครองอันดับในคำที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด แต่ข้อสำคัญที่สุดของการปรับแต่งในส่วนของไตเติลนั้น คือต้องปรับแต่งให้ SE สามารถที่จะเข้าใจ หรืออ่านออกได้ ทั้งนี้เพื่อให้หน้าเพจ หรือหน้า Landing Page ของเรานั้นติดอันดับในผลการค้นหาด้วยคำหลัก (Keyword หลัก) โดยให้ URL สัมพันธ์กัน ไม่สั้นไปหรือยาวไป (ตามความเหมาะสม) - Meta Tags Optimization
คือการปรับแต่งในส่วนของ Code HTML ในส่วนของ Meta Tags ให้สัมพันธ์กับเนื้อหา หรือเป็นการย่อเนื้อหา ให้กับบทความนั้นๆ ทั้งนี้อาจเป็นการสรุปย่อ ให้บอท (Robot เช่น Google Bot) สามารถที่จะนำเอาไปบันทึก และจัดอันดับให้ได้นั่นเอง - Important HTML Tags
การปรับแต่ง Code HTML ให้เป็นรหัสที่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เช่นสามารถอ่านได้ทั้งในแบบ RSS และ XML รวมไปถึงต้องสามารถตรวจสอบมาตรฐานผ่าน W3C ได้อีกด้วย (อันที่จริงแล้วถ้าผ่านได้ก็ถือว่าหรูแล้วละครับ) - Keyword Optimization & Synonyms
เนื้อหาต้องมีองค์ประกอบของคำค้นหา (Keyword) ที่เรากำหนดเอาไว้ หรือต้องการแข่งขัน หรือต้องการให้ติด โดยในเนื้อหานั้นๆ จะต้องมีความยาวอย่างน้อย 500 คำ (ตามมาตรฐานของ SEO) เราสามารถเพิ่มหรือเติม คำค้นหาหลัก และคำค้นหารองได้ไม่เกิน 5% (Keywords Density) ตามมาตรฐานใหม่ หากเกินจากนี้จะถือว่าเราทำการ Spam Keyword ในทันที แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจไม่สามารถทำเนื้อหาได้มากถึง 500 คำก็ได้ฉนั้นก็ให้ลองวิเคราะห์ และลดหลั่นคำค้นหาหลัก และคำค้นหารองลงมาตามส่วนที่น่าจะเป็นครับ - Link Optimization
คือส่วนประกอบของเนื้อหาจะต้องมีทั้ง Link เข้าและ Link ออกตามความเหมาะสม เพื่อให้เนื้อหานั้นๆ ต่อเนื่องกันหรือสามารถสื่อทอดกันได้ ทั้งนี้โครงสร้างของการสร้างลิงค์ หรือทำลิงค์นั้นต้องอยู่ขอบเขตที่เหมาะสม คือไม่มากไปหรือน้อยไป (พยายามลดอัตราการส่งลิงค์ออกให้มากที่สุด เพราะจำทำให้หน้าเพจนั้นๆ สูญเสียคะแนนเพื่อทำอันดับไป ไม่ว่าลิงค์เหล่านั้นจะเป็นแบบ Do Follow หรือ No Follow ก็ตามที) - Image Optimization
คือการปรับแต่ง Image Description และ Alt Image ซึ่งวิธีการในการปรับแต่งภาพก็เช่น การตั้งชื่อภาพให้สัมพันธ์กับคำค้นหา และตรงตามความหมายของภาพ พร้อมคำบรรยายเบื้องต้น ทั้งนี้จะทำให้ภาพนั้นๆ สามารถทำอันดับใน SE ได้อีกด้วย
เอาหละผมบรรยายรายละเอียดซะยาวเหยียดเลย ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ให้เข้าใจและเห็นภาพของ ขั้นตอนการทำ SEO อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อหาของ SEO พื้นฐานในบล็อกแห่งนี้นั้นได้สูญหายไปเมื่อ 2 ปีก่อนซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่เคยได้อ่านบล็อกแห่งนี้ในช่วงดังกล่าว ไม่ทราบถึงขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ในปีนี้ผมเองตั้งใจจะำทำการรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของ SEO มาให้ครบถ้วนเหมือนเดิม (ถ้ามีเวลาพอทำได้นะครับ) พร้อมทั้งหลักการปรับแต่งใหม่ๆ เพื่อเป็นการอัพเดทความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
คิดว่าหลายท่านคงพอเห็นภาพของหลักการในเบื้องต้นกันไปแล้ว ทีนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Social Media Optimization (SMO) กันคร่าวๆ ก่อนเพราะเดี๋ยวผมจะมาเขียนแบบเต็มๆ ให้ทุกท่านได้อ่านกันในตอนที่สองนะครับ

Social Media Optimization (SMO) คืออะไร
SMO ก็คือการปรับแต่งใช้งาน Social Media ให้เกิดความสามารถในการสร้าง Community ให้ได้มากที่สุดนั่นเองครับ โดยต้องสัมพันธ์กับกับในส่วนของ บล็อกหรือเว็บไซต์ต้นทาง และเนื้อหาต้องเป็นแบบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือมีคุณค่าให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้เป็นยุคแห่งการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ นั่นเอง โดยเราจะต้องทำการปรับแต่งตัวบล็อก หรือเว็บไซต์ให้สามารถแชร์ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางสื่อออนไลน์เช่น Rss Feed และปุ่ม Bookmark ต่างๆให้เกิดความสะดวก ในการแชร์ข้อมูล หรือแบ่งปันความรู้ต่างๆได้ เครือข่ายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงก็เช่น Facebook, Twitter, Youtube นี่แหละครับ เอาหละเดี๋ยวผมจะมาแจกแจงแถลงไขรายละเอียดกันอีกทีครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนของผมคนหนึ่งได้เขียนเอาไว้ ในบล็อกของเขาอยู่เรื่อง “ปัดฝุ่น “SMO” Social Media Optimization” เขาผู้นั้นคือคุณ ทรงชัย ณะอำภัย (ต๊ะ) นั่นเองครับลองแวะไปอ่านดูก่อนก็ได้ครับแหะๆ สำหรับวันนี้ผมขอตัวก่อนครับเดี๋ยวมาต่อกันในตอนหน้า ^_*




หายไปหลายวันเลยอาจารย์ต้น
รออ่านบทความดีๆอยู่นะครับ
Good ka, I wait to read a next SMO details.
คุณต้น ทำหน้าบล๊อกใหม่ใช่ปล่าวค่ะ
ชื่อเหมือนตัดต่อพันธุกรรมยังไงไม่รู้
smo gmo
เพิ่งเข้ามาอ่านครับ Thankkub