แนวคิดและวิวัฒนาการทางการตลาด
ก่อนที่มุมมองการจัดการทางการตลาดจะได้รับการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปัจจุบันการจัดการทางการตลาดแบบองค์รวม หรือ Holistic Marketing Concept ที่เป็นแนวคิดทางการตลาดที่เหมาะสมกับแต่ละยุคและสมัยนั้นได้ถูกปรับปรุงเพื่อนำไปใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดของแต่ละองค์กร
สวัสดีครับพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ที่รักทุกท่านครับวันนี้ผมก็พอจะมีเวลามานั่งพูดคุยถึงเรื่องราวทางการตลาดกันสักนิดเพื่อ ให้เป็นรสชาติของบล็อกกันสักหน่อย ให้เหมาะกับที่เป็น “บล็อกการตลาด” นิดหนึ่งนั่นเอง เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับหลายวันที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายท่านอาจจะทำมาค้าขายกันได้อย่างมากมาย และบางท่านอาจกำลังตั้งอกตั้งใจกันอย่างมากเพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับตนเอง ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านนะครับ และก็เชื่อมั่นว่าทุกท่านนั้นประสบความสำเร็จได้เสมอครับ เรื่องราวที่ผมนำมาเล่าในวันนี้นั้นเป็นเรื่องที่ผมเองได้มีโอกาสอ่านหนังสือยู่เล่มหนึ่ง เมื่อนานมาแล้วครับวันนี้ก็เลยเอามาเคาะสนิมออกสักหน่อยเดี๋ยวสมองจะฟ่อทิ้งไปเปล่าๆ ก็เอามาเล่าสู่กัน(อ่าน)ฟัง เพื่อเป็นความรู้กันครับ เอาหละจะได้ไม่เสียเวลาเราไปเริ่มกันเลยครับ
เรื่องราวของการตลาดนี้ผมอ่านจากงานเขียนของ Kotler, P. and Keller, K. (2006) ในหนังสือเรื่อง Marketing Management, 12ed, Pearson International Edition อาจจะดูยาวไปนิดนะครับ ก็นั่งอ่านกันเป็นปีเลยทีเดียวเพราะต้องค่อยๆ แปลไปด้วยนั่นเองครับ ก็พอได้ใจความดังนี้ครับ
แนวคิดและวิวัฒนาการทางการตลาด หรือที่ผมให้ชื่อเรื่องว่า Evolotion Of Marketing Concepts นั่นเองครับโดย Kotler และ Keller (2006) เขาระบุแนวคิดทางการตลาดซึ่งเป็นแรงผลักดันกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาด ก่อนการจัดการทางการตลาดในแบบองค์รวมไว้ทั้งสิ้น 4 แนวคิดด้วยกันครับ ทั้งนี้หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า แนวคิดทั้ง 4 แนวคิดนั้นล้วนเป็นผลอันเกิดจากการตอบสนองต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน, รูปแบบ, ความต้องการของผู้บริโภค และปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีและละช่วงเวลาเป็นสำคัญ โดยผมจะขอนำเสนอแนวคิดแรกก่อนครับเพื่อให้ได้เรียนรู้กันนั่นก็คือ
1. แนวคิดที่จะให้ความสำคัญทางการผลิต หรือ Product Concept
Production Concept แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภคมีสูง กว่าความสามารถทางการผลิตของผู้ผลิต (Demand > Supply) สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มุมมองของนักการตลาดเชื่อว่า หากตนสามารถผลิตสินค้าในราคาและคุณภาพที่เหมาะสมทั้งยังสามารถจัดหาสถานที่วางจำหน่ายได้อย่างกว้างขวางสินค้านั้นๆ ย่อมจะถูกนิยมโดยผู้บริโภค ถึงแม้ว่าแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการผลิตจะเป็นแนวคิดที่เก่าแก่ที่สุด และมีมานานแล้ว แนวคิดนี้ก็ยังมีการนำมาปรับใช้กับยุคปัจจุบันด้วยเช่นกัน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้สถานการณ์ที่เหมาะสมในการนำเอาแนวคิดนี้มาใช้ก็คือ สถานการณ์ที่การผลิตหรือผู้ให้บริการสามารถผูกขาดตลาด เทคโนโลยีนั้นๆ รวามไปถึงอุปสงค์มากกว่าอุปทานมากๆ ด้วย
ถึงแม้ว่ามุมมองทางการตลาดในอดีตจะมีความเข้าใจที่ผิดๆ ว่าแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการผลิตไม่จัดเป็นแนวคิดทางการตลาด โดยเปรียบเทียบแนวคิดดังกล่าวกับกรณีศึกษาการผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Ford ในอดีตที่มีนโยบาย จำกัดรูปแบบการผลิตเพียงอย่างเดียวเพื่อเพิ่มสายงานการผลิต แต่ถ้าเราพิจารณาโดยละเอียดแล้วละก็เราจะเห็นว่าที่ Ford เน้นให้เกิดการผลิตจำนวนมากในราคาและรูปแบบที่ผู้บริโภคยอมรับได้จะเห็นว่า การกระทำดังกล่าวยังคงอยู่บนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภค และเป็นการตอบสนองผู้บริโภคในยุคสมัยนั้นโดยเน้นแนวคิดมุ่งเน้นการผลิตเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งไม่ได้ต่างไปจากนิยามทางการตลาดในยุคปัจจุบันแต่อย่างใด
เป็นไงครับอันนี้ก็สรุปย่อๆ เอานะครับอาจดูเป็นวิชาการไปสักนิดแต่ก็กรองมาจากที่ผมพอจะเข้าใจได้นะครับ อย่างไรก็ดีเนื้อหาในตอนนี้นั้นยังคงเหลืออีก 3 ตอนด้วยกันซึ่งผมจะนำมาเขียนตามแต่ความเหมาะสมนะครับเพื่อเป็นความรู้และวิทยาทานแด่ทุกท่าน จะได้นำเอาไปประยุกต์ใช้และนำไปพัฒนากระบวนการทางความคิด และการตลาดของตนเองอย่างเหมาะสมนั่นเอง สำหรับในวันนี้นั้นผมคงขอไปทำหน้าที่ประจำวันของตนเองก่อนแล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ.


โห…. รูปแบบบล็อก มีหิมะโปรยปรายรับเทศกาลที่ใกล้จะถึงนี้ใช่ไหม?
ปล.ไม่เกี่ยวกะเรื่องซะหน่อย แต่คอมเม็นต์ไปเหอะๆ ตอนนี้บริษัทผลิตรถยนต์โดนพิษเศรษฐกิจเข้าไป อย่าให้แต่ Ford เลย GM ก็เดี้ยงไปด้วย
รออ่านตอนหน้าครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
เนื้อหาดีครับ
พึ่งเห็นว่ามีหิมะตกด้วย
สวยจังเลยครับ
คนเขียนนามสกุลเหมือนผมเลยครับ เป็นญาติห่างๆกันหรือป่าว